Monday, March 13, 2006

ขอตัวอยู่ไกลๆบลอกนิดนึงคับ

เขียนมาเพื่ออำลามิตรรักแฟนบลอกทุกท่านที่สนับสนุนกันมาโดยตลอด ลาครั้งนี้ไม่ได้ลาขาดแต่จะกลับมาไหม่แน่นอน ขอตัวให้ผมทำเรื่องหางานก่อนคับ ตอนนี้ยุ่งของโคตรยุ่งๆแล้วคับ พอเรื่องหางานกำหนดได้แล้วผมจะกลับมาเขียนใหม่แน่นอนคับ คราวนี้จะแก้ไขเรื่องภาษาไทยที่บกพร่องให้เรียบร้อยด้วยคับ(หลังจากโดนติงมามากเหลือเกิน)

ลาทีไม่ใช่ลาจากคับ

Tuesday, February 14, 2006

คุยกันเล่นๆหลังสอบกับนายเชียร

เปนข้อความสำหรับคุยเล่นๆคับ หลังสอบแล้วมันรู้สึกปลดปล่อยอย่างประหลาดเหมือนหลุดออกมาจากขุมนรกเลยคับ ผมจั้งใจว่าจะเชียนให้ยาวและละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดูว่าตัวเองมีความสามารถในการเล่าเรื่องขนาดไหน ถ้าใครคิดว่าตรงไหนเล่าได้ไม่ละเอียดยกมือถามได้เลยคับ(อย่างกับมีคนอย่างอ่านเรื่องของตัวเองมากนักล่ะ)

ความจิงช่วงสอบ(หรือช่วงเจอความยากลำบากทางจิตใจ) มันจะเป็นช่วงเวลาวัดความเป็นลูกผู้ชายได้อย่างดีเลยคับ คือเมื่อคุณเปิดข้อสอบแล้วพบว่ามันไม่ตรงกับที่ตัวเองเก็งมาเลย แล้วคุณก้ออ่านมันไม่รู้เรื่องเลย สิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิตใจคุณอย่างแรกจะเป็นตัววัดความเป็นผู้ใหญ่ในตัวคุณได้อย่างดี คิดจะร้องไห้แล้วเอาไหม่ปีหน้าหรือว่ามุทะลุทำมันไปให้ได้ภายในปีนี้แหละ คนที่ผ่านอุปสรรคมาเยอะ จิตใจจะแข็งแกร่งแล้วจะเลือกข้อหลัง

ประโยคข้างบนเนี่ยสำหรับคนที่คิดว่าเกรดสำคัญกับชีวิตแล้วก้อหางานนะคับ คนที่คิดว่าเกรดจะเป็นยังไงก้อช่างหัวแม่ง ก้อข้อให้ละสายตาไปอ่านเรื่องอื่นที่ผมจะเอามาคุยสบายๆตามสไตล์เชียร ละกันคับ

ผมก้อจะไม่ขอบอกว่าความคิดที่ผ่านเข้ามาในหัวผมตอนแรก คืออะไรหลังเจอข้อสอบที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่องแล้วไม่ตรงกับข้อสอบเก่าเลยสักปีเดียว แต่ยอมรับว่าผมห่วงเรื่องเกรดที่มันจะมีผลกระทบต่อการหางานมากมายเลยคับ

ความจิงแล้วนะคับปัญหาในชีวิตทำให้คนเราแข็งแกร่งขึ้นมาได้แต่เราต้องเผชิญหน้ากับมัน ถ้าหนีมันตอนนี้ก้อจะหนีตลอดไปต้องทำให้เป็นนิสัย ส่วนตัวผมเป็นคนที่มีปัญหาเยอะเพราะเป็นคนสะเพร่า แต่มันเป็นปัญหาเล็กๆ พอเจอปัญหาใหญ่ๆก้อใช่ว่าผมจะตั้งสติได้ตลอดนะคับ ดังนั้นสำหรับคนที่มีปัญหานะคับขอเอาใจช่วยให้เผชิญหน้ากับมัน แล้วเอาชนะมันให้ได้คุณก้อจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกขั้นนึง

ความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้วัดกันที่อายุ คนที่มีอายุมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า มันวัดกันที่ประสบการณ์ ความจริงแล้วประสบการณ์เป็นสิ่งมีค่าในการเติบโตของมนุษย์

เรื่องต่อมาเป็นข้อจำกัดที่ทำให้เกิดสังคมแบบญี่ปุ่น และความไร้ระเบียบในสังคมไทย ส่วนตัวผมชอบสังคมไทยสุดแล้ว เพราะผมโตมาแบบนี้มา20 กว่าปี ก้อคงจะชอบแบบนี้มาตลอด แต่มาอยู่ญี่ปุ่นนี่เหมือนขาวกับดำเลยเมื่อมาเทียบกับไทย ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นจะขาทั้งหมดและไทยจะดำทั้งหมดแต่ว่าทั้งสองสีปะปนกันไป เริ่มจากญี่ปุ่นก่อนนะคับ สังคมญี่ปุ่นมันมีข้อจำกัดเยอะ ผมอยู่มาสองปี ผมก้อรู้สึกตะหงิดๆมาตั้งนานแล้วว่าที่นี่มีอะไรแปลกๆแต่ก้ออธิบายไม่ได้มารู้เอาตอนที่ไปซื้อแสตมป์ เพราะที่นี่ขายแสตมป์เฉพาะที่ทำการไปรษณีย์ คุณไม่สามารถเอาจดหมายไปหย่อนตู้ได้หลังห้าโมงถ้าคุณไม่ไปซื้อแสตป์80เยนมาปิดเสียก่อน ไม่เหมือนเมืองไทยตอนสามทุ่มคุณไปร้ายขายของชำบอกป้าขอแสตมป์สองบายแล้วเอาไปหย่อนหน้าปากซอยตอนสี่ทุ่มได้ ร้านขายของชำของไทยขายสากกระเบือยันเรือรบ เวลาคนไทยอยากได้อะไร ไปร้านขายของชำก้อหมดเรื่อง

แต่ที่ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดมากมายเช่น แสตมป์ต้องที่ทำการไปรษณีย์ เอทีเอ็มของธราคารนี้ต้องตู้นี้เท่านั้น และในรัศมี 1 ตารางกิโลก้อมีแค่หนึ่งเครื่อง ห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีของทุกอย่างที่คุณต้องการเหมือนที่ประเทษไทย รถไฟ รถเมล์ก้อมีถึงแค่ 5 ทุ่ม จะสอบโทอิคก้อมีแค่สองเดือนต่อครั้ง มอเตอร์ไซค์ซ้อนสองไม่ได้แม้เบาะมันจะทำมาให้ซ้อนสองก้อตาม และอื่นๆอีกมากมาย ขณะทุกอย่างที่กล่าวมาที่ไทยทำได้หมดทำให้นิสัยคนไทยแตกต่างกับคนญี่ปุ่นมาก ผมเป็นคนไทยที่อะไรได้ตามใจคือไทยแท้ เลยต้องปวดหัวน่าดู คนญี่ปุ่นอยู่ในสังคมแบบนี้เลยเป็นคนแบบที่เราเห็น มีกำหนดการสำหรับทุกๆอย่าง เช่นสมมติเราจะไปกินเหล้าระหว่างรุ่น เราก้อจะบอกว่าเจอกันที่สยามสามทุ่ม คือจบ ขณะที่คนญี่ปุ่นจะเช็คร้านให้เรียบร้อยก่อนว่าจะเอาร้านไหน จ่ายเงินกันล่วงหน้า แล้วนัดกันหกโมง ทุกคนถึงหกโมง และมีกำหนดเลิกที่แน่นอนเพราะร้านมันจองได้แค่นั้น

ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นตัวแทนชองปวงชนชาวไทย(ทั้งๆที่ผมมาทุนส่วนตัว) เพราะมีคนบอกว่าผมทำผิดมันหมายความว่า คนไทยทำผิด เพราะมันจะเอาเป็นข้อครหาได้ผมเป็นยังไงคนไทยเป็นยังงั้น การมาเรียนเมืองนอกไม่ใช่อะไรง่ายๆที่เป็นเรื่องของตัวเราคนเดียว ผมไม่ได้เงินจากรัฐบาลไทยสักกะบาทเดียว แต่กำลังแบกศักดิ์ศรีของประเทศไทยอยู่คับ ผมหล่อไม่รู้ว่าเค้าจะคิดว่าคนไทยหล่อบ้างรึป่าว

เรื่องสุดท้ายขอปลุกระดม สมมติว่ามีคนมาขโมยของของคุณ คุณจะทำยังไง เช่นเดียวกับมีคนมาเอาแผ่นดินที่เป็นสมบัติประเทศมาเข้ากระเป๋าตัวเองคุณจะทำยังไง เช่นเดียวกับเมื่อมีคนมาพูดจาจาบจ้วงพ่อของคุณ คุณจะทำไง แน่นอนคุณต้องตื้บมัน และคุณได้รับสิทธินั้นเดี๋ยวนี้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

Wednesday, January 18, 2006

เรื่องของคุณอาวุธ ชินนภาแสน

คุณอาวุธ ชินนภาเสนเป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยครับ ผมได้อ่านบทความของเขาเพราะพี่โรสส่งมาให้อ่าน ตอนแรกที่ได้รับไม่คิดว่าจะอ่านหมดเพราะมันยาวตั้ง 16 หน้า แต่ว่ายิ่งอ่านยิ่งติด ไม่ทันไร อ้าวถึงหน้า 16 แล้วเหรอ อ่านจบก้อรู้สึกอยากเขียนบลอกทันที ทั้งๆที่ไม่ได้เขียนมานาน(ที่ผ่านมาพักเบรกหนีหนาวครับ)

คุณอาวุธ ชินนภาเสนก้อเหมือนกับวงศ์ทนง ชัยณนงค์สิงคห์ คือเป็นคนแหกคอก คนแบบนี้ผู้ใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบ คนรอบข้างก้อพากันรังเกียจซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้า ผมอยากเอาบทความมาลงบลอกเหลือเกินแต่เนื่องจากมันยาว 16 หน้าคงลงไม่ไหวแน่ๆ คงจะเล่าคร่าวๆให้ฟังละกันคับ

คือเค้าเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติไทย ใครที่ติดตามซีเกมส์ น่าจะได้ยินชื่อเค้าพอสมควรเนื่องจากสามารถทำงานสถิติฟรีสไตล์เดี่ยวชาย 50 เมตรได้แล้วก้อคว้าเหรียญทองมาได้สำเร็จ ซึ่งเบื้องหลังเหรียญทองดังกล่าวนั้น มาจากความขัดแย้งกับทางสมาคมแล้วออกมาฝึกว่ายน้ำในวิถีที่ตัวเองเชื่อ ซึ่งคุณอาวุธเล่าว่านั่งฝึกตามที่สมาคมกำหนดแล้วไม่สามารถทำให้เวลาดีขึ้นเลยแต่กลับส่งผลแย่ลง เลยลุกขึ้นมาเปลี่ยนเมนูการซ้อมใหม่หมด ทำให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขี้น ลงลึกทุกรายละเอียดของการซ้อม จดบันทึกทุกอย่าง และค้นคว้าหาข้อมูลจากนอกประเทศและในประเทศด้วยตัวเอง นั่งลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ชั่วโมงการฝึกไม่ได้มากกว่าเดิม ซ้ำยังน้อยลงด้วยซ้ำ ให้ความสำคัญต่อการพักผ่อนแล้วก้อจิต

การซ้อมที่น้อยลงกลับทำให้ฝีมือพัฒนายิ่งขึ้น ดังนั้นปัญหาเรื่องกีฬาในบ้านเราจะมานั่งโทษเด็กอย่างเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ที่พอไม่ได้ทองก้อโทษว่าผึกซ้อมไม่เพียงพอ แต่น่าจะมาดูว่าการทำงานของสมาคมไม่มีความเป็นมืออาชีพเลย ผมเห็นด้วยกับคุณอาวุธอย่างนึงคือว่า คุณอาวุธบอกเด็กที่มาถามว่าทำไงถึงเป็นนักกีฬาทีมชาติว่า ให้เลิกว่ายน้ำดีกว่า ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะตราบใดที่นักกีฬาไทยจะประสบความสำเร็จได้ต้องลุกขึ้นมาดิ้นรนด้วยตัวเองอย่างนี้ เลิกแล้วหาอะไรอย่างอื่นที่มั่นคงต่ออนาคตทำจะดีกว่า สมาคมกีฬาที่ควรเป็นที่พึ่งก้อทำตัวเป็นอุปสรรคซะมากกว่า ถ้าเทียบความมั่นคงในอาชีพ คนขับสามล้อยังมีความมั่นคงมากกว่า ซึ่งนี่ควรจะเป็นหน้าที่ของสมาคมชัดๆ การจะเอาเงินอัดฉีดอย่างที่ทำๆมันไม่ใช่แล้ว ไม่เป็นมืออาชีพด้วย พูดไปก้อเหมือนนายกประเทศไหนก้อไม่รู้ที่ชอบจังเลย แก้จนด้วยการเอาเงินฟาดหัวเนี่ย

ตกลงตอนนี้เรามี 3 สมาคมห่วยๆในประเทศแล้วคือ สมาคมฟุตบอล สมาคมเทนนิส แล้วก้อต่อด้วยว่ายน้ำ และผมมั่นใจว่าคงมีมากกว่านี้อีก

และที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าใครที่อยากประสบความสำเร็จด้านกีฬาก้ออย่าไปหวังพึ่งสมาคมตอนนี้เราก้อมี ไทเกอร์ วู้ด, ภราดร ศรีชาพันธุ์และคุณอาวุธ ชินนภาเสนที่เดินตามทางของตัวเองแล้วก้อประสบความสำเร็จ และผมก้อไม่สามารถบอกได้ว่านักกีฬาท่านอื่นที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากการทำงานของสมาคมหรือไม่

ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้ทิดบอลพยายามห่างไกลจากแฟนกีฬาชาวไทยให้มากที่สุดเหมือนกับรุ่นพี่ของคุณ ไทเกอร์วู้ดทำอยู่เพื่อสุขภาพจิตของตัวเองและเช่นเดียวกันกับคุณอาวุธ ถือว่าเป็นเรื่องสิริมงคลอย่างมากที่แฟนกีฬาว่ายน้ำในบ้านเรามีน้อย เพราะจะไม่มีเรื่องไร้สาระมารบกวนจิตใจเพื่อให้คุณอาวุธสามารถมุ่งมั่งแน่วแน่แต่เรื่องว่ายน้ำอย่างเดียวได้ ผมมั่นใจว่าคุณอาวุธคงไปได้ไกลกว่าสถิติ 22.98 วินาทีที่ฟิลิปปินส์เพราะเค้าคิดว่าตัวเองไม่เก่ง คนที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งมักจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ เสมอ และต่อให้คุณไม่สามารถไปไกลอย่างที่คิด(ไม่ได้แช่งนะ)ได้ผมก้อยังจะชื่นชมคุณอยู่ดี เพราะเรื่องที่คุณทำมันเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากและคุณก้อเป็นคนที่มุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งผมควรจะเอาเป็นแบบอย่าง ว่าแล้วขอกลับไปมุ่งมั่นต่อหลังจากถเลไถลมานานมากแล้ว

Monday, December 12, 2005

ประเทษไทยไม่เจริญเพราะนักการเมืองไม่กี่ตัว

เรื่องนี้อาจจะเป็นความจริงที่ทุกๆคนรู้อยู่แล้ว แต่ผมก้อยังอยากจะพูดอยู่ดีถือซะว่าฟังวัยรุ่น(รึป่าว)บ่นละกันคับ คือหลังจากมาเรียนที่ญี่ปุ่นได้ปีกว่าเนี่ยก้อทำให้โลกทัศน์ของผมกว้างขึ้นเหลือเกิน ก่อนมาญี่ปุ่นนั่งเรียนที่ไทยอยู่งกๆก้อจินตานาการเอาว่ามหาลัยเมืองนอกคงจะดีกว่าเมืองไทย เด็กนอกคงจะเก่งกว่าเด็กไทย

อันนี้สรุปเอาจากที่เห็นในญี่ปุ่นนะคับ ที่อเมริกาหรือเมืองจีนเป็นอย่างไรไม่รู้ ผมสรุปเอาเองว่าความจริงแล้วเด็กไทยมีความสามารถไม่แพ้เด็กญี่ปุ่นเลยครับหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ จะว่าเด็กญี่ปุ่นขยันเอาจริงเอาจังก้อไม่จริงทั้งหมดครับ เด็กไทยขยันกว่านี้ก้อมีให้เห็นเยอะครับ จะว่าคนญี่ปุ่นชาตินิยม ผมก้อเห็นวัยรุ่นหิ้วหลุยส์มากกว่าเมืองไทยด้วยซ้ำ เรื่องความบริโภคนิยมก้อรู้ๆกันดีว่าที่ญี่ปุ่นมันมากกว่าที่เมืองไทยเห็นๆ หรือจะอบายมุขเนี่ย ปาจิงโกะตั้งตรงข้ามโรงเรียนก้อมีให้เห็นมาแล้ว

แต่ทำไมเด็กไทยต้องมาทำงานรับลูกต่อจากเด็กญี่ปุ่น ทั้งๆที่เรามีความสามรถที่จะคิดเองได้ เด็กญี่ปุ่นจบมหาลัยก้อเข้าทำงานในบริษัท คนที่เก่งหน่อยก้อได้เข้ผ่ายวิจัยของบริษัท ขณะที่เด็กไทยจบแล้วเข้าบริษัทญี่ปุ่นรับเทคโนโลยีมาทั้งดุ้น ได้แต่ทำหน้าที่ใช้เครื่องมือ หรือ ควบคุมการผลิต ซ่อทบำรุง ไม่ก้อเป็นเซลล์ มีปัญหามากๆหน่อยก้อส่งเมืองนอกซ่อม ทั้งๆที่เด็กไทยเราฉลาดกว่า

เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก้อเพราะนักการเมืองไม่กี่ตัวไงคับ

เมืองไทยชอบเป็นแบบนี้ คือว่าเรามีความสามารถที่จะผลักดันเด็กให้เก่งได้ เอาขนาดไหนพี่ไทยดันไปให้ถึงได้หมด โอลิมปิกส์วิชาการเผลอๆเรามีเหรียญทองมากกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ แต่ประเทษไทยไม่มีความพยายามที่ผลักดันเด็กหล่านี้ไปให้สุดไงคับ ดังนั้นความเก่งมันก้อจะหยุดแค่สมัยเด็กทั้งนั้น เหมือนฟุตบอลในระดับเยาวชนเราผลักดันจนชิงแชมป์ได้ ขณะที่ระดับอาชีพนี่ไทยเป็นลูกไล่ตลอดศก เพราะว่าเราไม่ผลักดันต่อให้เด็กสามารถเอาฟุตบอลหากินเป็นอาชีพได้ เหตุผลก้อเป็นแบบเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้นแหละครับ

เช่นเดียวกันกับทางด้านเทคโนโลยีที่อาร์แอนด์ดีมันไม่ค่อยจะมีในประเทษไทยไงครับ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติกันหมด

ถ้าบริษัทต่างชาติไม่เอาเงินฟาดหัวนักการเมืองไทย หรือนักการเมืองไทยบางคนไม่มีหุ้นในบริษัทต่างชาติ หรือนักการเมืองไทยไม่มีผลประโยชน์เวลาเจรจาการค้ากับต่างประเทษ ประเทษไทยเราคงมีบริษัทที่ผลิตเอง ค้นคว้าเอง แบบคำพูดที่ว่า ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ

ตอนนี้เราก้อได้แต่ดูประเทษอื่นเค้าก้าวล้ำหน้าเราไป อีกหน่อยประเทศลาวก้อเรียนจากความผิดพลาดแบบประเทษไทย แล้วก้อก้าวหน้ากว่าไทยทั้งทางด้ายเทคโนโลยี และฟุตบอล(อย่างหลังกูรูฟันธงว่าภายในสิบปี)

Thursday, December 01, 2005

ผมไปเจอมาครับ ตำรวจตัวเป็นๆ

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้ครับ ขณะที่ผมกำลังขี่มอเตอร์ไซด์ฝ่าความมืดบนถนนสายเดียวดายท่ามกลางความหนาวเย็นที่ปกคลุมอยู่ทั่วหัวระแหง

ความจริงแล้วผมเป็นผู้ใช้รถที่ไม่เคารพกฎจราจรอย่างรุนแรงเลยครับ ขี่มอเตอร์ไซด์คราใดเป็นต้องภาวนาสิ่งศักดิ์ให้ลูกช้างแคล้วคลาดจากตำรวจ สาธุ ไม่มีใบขับขี่ ซ้อนสอง(เผื่อไม่รู้ ซ้อนสองที่ญี่ปุ่นผิดกฎหมายครับ) ไม่ใส่หมวก(บ้างบางเวลา) ผ่าไฟแดง ขี่บนทางห้าม สารพัด แล้วที่ญี่ปุ่นเนี่ยปรับทีปรับหนักมาก เอาแค่ไม่มีใบขับขี่ก้ออ่วมละครับ ปรับสองแสนเยนและมีสิทธิ์ที่จะเพิกถอนวีซ่าได้ด้วย ผมจึงไม่ถูกโรคกับตำรวจอย่างรุนแรงครับ(พูดที่ไรเสียวสันหลังทุกที โอยย)

พูดถึงเรื่องตำรวจจราจรประเทศญี่ปุ่นแล้วคิดถึงเมืองไทยจับใจเลยครับ ไม่มีที่ไหนดีเหมือนเมืองไทยอีกแล้วครับ ไม่มีใบขับขี่ปรับสี่ร้อย พูดจาดีๆก้อเหลือสองร้อย แต่ที่ญี่ปุ่นก้อมีอุบัติเหตุน้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ หายากครับบนหน้านหนังสือพิมพ์ที่จะเห็นแขนขวาโผล่ห้อยจากหน้าต่างรถอย่างอเน็จอนาจ เลือดสาด ศพขึ้นอืด ภาพรถชนประสานงา หายากมากครับ เคยทีวันนึงได้ดูข่าวเห็นมันทำเป็นสกู้ป ดูไปดูมาได้ความว่ารถแทกซี่เสียหลักไปชนร้านมินิมาร์ทคนตายหนึ่ง คิดในใจว่าถ้าเอานักข่าวญี่ปุ่นมาอยู่ไทยมันคงคิดว่าอยู่ในสงครามโลกแน่ๆ

เข้าเรื่องต่อนะครับ ก้อเนื่องด้วยผมเป็นผู้ใช้รถที่ดีเหลือเกิน เพื่อนและรุ่นพี่ก้อเตือนแล้วเตือนอีก แต่ผมก้อซ้อนสองไปทั่วราชอณาจักรยังไม่เคยเจอตำรวจซักที ก้อมาจนเมื่อวานแหละครับ ผมขับผ่านไปก้อเอะใจกับหมวกกันน็อคสีขาวกับเครื่องแบบสีน้ำเงิน เลยคิดว่าใช่แน่ๆ ตำรวจแน่ๆ ซึ่งด้วยความที่ไม่เคยเจอตำรวจมันก้อเลยตื่นเต้นครับ ก้อเลยเหลียวไปมอง360 องศา จนมันเริ่มเอะใจว่าผมไม่หันไปมองข้างหน้าซะที คงหวังดีกลัวว่าผมจะโดนสิบล้อคาบไปแดกมั้ง มันก้อหักรถกลับมาทางผม ผมก้อเอาล่ะสิ รีบหันกลับไปก้มหน้าก้มตาขี่เหมือนเดิม

ขี่ไปซักพักเหมือนได้ยินเสียงนกหวีด แต่มันเบาเลยเกินเลยปลอบใจตัวเองว่าไอ้ตำรวจเมื่อกี้คงไม่ได้เรียกเราหรอก ก้อขี่ต่อก้อยังได้ยินก้อทำไม่สนใจครับ นานเข้าชักเป่าไม่หยุดเลยหันไปดู ก้อจ้ะเอ๋เลยครับ ตำรวจ!! ไอ้ผมซึ่งไม่มีใบขับขี่อยู่แล้วกลัวโดนปรับ ก้อคิดว่า ซวยแล้วตู พยายามคิดหาข้ออ้างไว้ตอบคำถามล่วงหน้า เช่น ลืมไว้ที่บ้าน เพิ่งมาญี่ปุ่นยังไม่มีใบขับขี่ ทั้งหลายทั้งแหล่เท่าที่จะคิดได้ แล้วมันก้อเรียกให้จอด

จอดเสร็จเพื่อนมันก้อเอาไฟฉายมาส่องตาผม ผมก้องงอ่ะดิ ไม่ถามใบขับขี่จู่ๆมาส่องตาแล้วถามผมว่าไปไหน ผมก้อบอกว่ากลับบ้าน ตอนนั้นเอ๋อมากแบบมาทำไรตูวะ ผมบอกว่ากลับจากโรงเรียนเป็นนักเรียน ฮันได กะว่าจะโชว์บัตรนักเรียนให้ดู เนี่ยทำท่าล้วงกระเป๋าอยู่แล้วแต่คิดไปคิดมาอย่าดีกว่า เด๋วเกิดมันเรียกดูใบขับขี่ด้วยก้อซวยอีก เลยเอาเก็บ กะจะถามมันว่ามาทำไรตูฟะ ก้อกลัวมันหมั่นไส้ สักพักมันก้อหันไปบอกเพื่อนว่าปล่อยมันไปดีไหม ไอ้เพื่อนก้อเออออ มันก้อปล่อยผมไปแต่ก้อมาสำทับว่าคาดสายรัดคางหมวกกันน็อคด้วย ผมที่เอ๋อๆก้อเลยถามมันว่า แค่นี้เองเหรอ แล้วมันก้อจากไป

แต่ในใจมันยังไม่หายสงสัยคับ ก้อเลยขี่แซงไอ้ตำรวจนั่นอีกทีแล้วก้อไปบอกมันว่า ตกใจนะ(โว้ย จู่ๆมาเรียกตูจอด) คำในวงเล็บเก็บไว้ในใจครับ ได้ทีก้อข่มมันซะหน่อย วันที่ผมขี่อย่างถูกกฎหมายเสือกมาจับ ไอ้วันซ้อนสองเสือกไม่จับ(เป็นบุญหัวของผมแล้วล่ะนะ)

แต่ก้อยังไม่หายสงสับว่ามาจับตูทำไมจนได้ดูสารรูปตัวเองแหละถึงเข้าใจ แต่งสูทผูกไท เสื้อผ้าหลุดลุ่ย เหมือนลุงแก่เมาหล้าไม่มีผิด(แต่วันนั้นผมไม่ได้กินนะ แต่ไม่ถูกโรคกับการใส่สูท) มันคงคิดว่าผมเมาเหล้าขับรถแน่ๆ คิดแล้วก้อนับถือน้ำใจจราจรญี่ปุ่นครับ ขยันตรวจตราดูแลพื้นที่ตอนนั้นก้อตีสองแล้วยังมีกะใจมาเรียกผมจอด เฮ้อ ตำรวจไทยเราได้สักครึ่งก้อดีล่ะเนาะ

นั่นก้อเป็นอีกวันที่รอดจากตำรวจมาได้ แต่ทำให้อายุสั้นไปเป็นปีเลยนะนั่น มาคิดดูแล้วผมน่าจะทำใบขับขี่สักทีนะ แต่ที่ทำไม่ได้จนถึงทุกวันนี้เพราะไม่มีสาวๆพาไปด้วยน่ะสิ เลยต้องทำใจหนีตำรวจต่อไปครับ

Tuesday, November 22, 2005

เรื่องของสนธิกับทักษิณ คือความจงรักภักดีที่ต่างกัน

สถาณการณ์บ้านเมืองเราตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวายเลยทีเดียว อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับนายกทักษิณ ชินวัตร ซึงชาวบ้านและนักวิชาการก้อต่างแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์นี้อย่างมากมาย และผมหลังจากอัดอั้นมานานก้อขอแสดงความเห็นบ้างล่ะ โดยเฉพาะประเด็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนายกทักษิณและนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นคดีความอยู่ในตอนนี้

ที่ชอบพูดกันเหลือเกินก้อคือว่า สนธิดึงเบื้องสูงลงต่ำ ซึ่งตัวผมเองไม่ค่อยขะสนใจหรอกว่าตัวนายสนธิเองจะเคยมีนอกมีในไรกับนายกทักษิณหรือไม่ หรือว่าที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ถึงได้ทำ หรือว่าวิญญาณผู้สื่อข่าวเข้าสิงถึงได้ออกมาเปิดโปง แต่ที่ควรจะต้องสนใจจริงๆก้อคือที่นายสนธิพูดน่ะมันจริงมากน้อยแค่ไหน ต่อให้นายสนธิจะออกมาพูดเพราะหวังให้ยอดขายหนังสือพิมพ์ทะลุเป้า แต่ยอมรับไหมว่าที่นายสนธิออกมาแฉมันเป็นเรื่องจริง และถ้าเป็ฯเรื่องจริงเราคนไทยทุกคนก้อควรไปฟังใช่หรือไม่ เพราะมันเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยส่วนตัวผมก้อเชื่อแหละว่า คงมีเรื่องขัดผลประโยชน์ซักอย่าง เพราะนายสนธิเคยออกมาบอกในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สมัยที่ยังรักกับนายกอย่างดูดดื่มว่า ไม่มีสื่อที่เป็นกลางในโลก

คนที่ต่อต้านสนธิมักจะอ้างว่า สนธิดึงฟ้าลงมาต่ำ ในมุมมองของคนพวกนั้นมองว่าเรื่องของในหลวง ประชาชนทั่วไปไม่ควรจะเกี่ยวข้อง ให้เป็นเรื่องของราชการเองหากมีเรื่องหมิ่นพระบรมราขานุภาพ ราชการก้อเป็นคนจัดการเอง เราประชาชนไม่ควรออกมาทะเลาะกันเพราะจะทำให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท

ซึ่งความคิดนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเราก้อเห็นกันอยู่ว่าในหลวงของเราถูกหมิ่นหระราชอำนาจอย่างมากมาย คตงเสนอชื่อไปเพื่อโปรดเกล้าผู้ว่าคนใหม่ ผ่านไปร้อยกว่าวัน ในหลวงท่านก้อยังไม่ทรงโรดเกล้า นี้ยังไม่แสดงจุดยืนของท่านในหลวงอีกเหรอ แล้วจนวันนี้ คตง ก้อยังวิ่งเต้นหา ผู้ว่าคนไหม่อยู่เหมือนเดิม เหมือนไม่เกรงกลัวพระอาญาแม้แต่น้อย

เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงก้อเช่นเดียวกัน ต้องยอมรับว่านโยบายของรัฐบาลนั้นขัดกับแนวพระราชดำริอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน จนในหลวงได้ออกมาตรัสด้วยพระองค์เองเลยว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ รายละเอียดอ่านที่นี่ http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000161587

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเป็นประธานในพิธีทำบุญประเทศ การนำเครื่องบินส่วนพระองค์ไปขายเพื่อซื้อเครื่องบินส่วนตัว การถวายบัตร 30 บาทในวันที่พระองค์ทรงประชวร

ส่วนตัวผมเองเมื่อได้รับรู้เองดังกล่าวต้องรู้สึกเคียดแค้นเป็นธรรมดา สำหรับผู้ที่ไม่เคารพในหลวง และย่อมรู้สึกเป็นโกรธเป็นแค้นแทนเมื่อพระองค์ถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึงเพียงนี้ จนรู้สึกสงสัยคนทีเข้าข้างทักษิณว่าไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ

ความจริงแล้วถ้าเป็นผมเมื่อสองสามปีก่อนอาจจะไม่โมโหถึงเพียงนี้ เพราะยอมรับตัวเองว่าเมื่อก่อนนั้นมีความจงรักภักดีต่อในหลวงไม่มากเท่าที่ควร จนเมื่อได้ศึกษาพระราชกรณียกิจถึงได้ซาบซึ้งในพระเมตตาของพระองค์ ผมจึงเหมาเอาเองว่าคนเหล่านั้นอาจจะไม่ต่างจากผมสมัยก่อน ที่เรื่องของในหลวงไม่ใช่ธุระ แต่ตอนนี้ขอปฎิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ส่วนเรื่องการถวายคืนพระราชอำนาจนั้น คนที่ต่อต้านให้ความเห็นว่าเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งผมก้อไม่เห็นด้วยอีกอยู่ดี เพราะท่านในหลวงท่านมีความสนใจไนเรื่องสถาณการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ มิฉะนั้นพระองค์ถึงได้แสดงพระราชดำริ อยู่บ่อยครั้งเรื่องการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ และให้คำแนะนำแก่บุคากร ข้าราชการ รัฐมนตรี นอกจากนี้ยังสนพระทัยในเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ มิฉะนั้นจะทรงดำเนินการทูตกับนานาอารยะประเทศ จนเป็นที่ทึ่งของผรั่งมั่งค่ามากมาย พระองค์ทรงเป็นห่วงเป็นใยความเป็นอยู่ของพสกนิกรอย่างยิ่ง อย่างนี้ยังจะบอกว่าพระองค์ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวเรื่องการเมืองอีกเหรอ หรือจะให้เราเคารพพระมหากษัตริย์แบบพระบนหิ้งที่เราได้แต่ยกมือไหว้ตามพิธีกรรม ถ้าท่านในหลวงท่านอยากอยู่บนหิ้ง ทำไมท่าต้องลำบากพระวรกายลงจากหิ้งไปเยี่ยมเยียนพสกนิกร ชาวไร่ชาวนาอยู่สม่ำเสมอ

นักกฎหมายก้อชอบตควมตามแบบที่เขียนไว้อยู่ในกระดาษ ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยพัฒนามาหลายครั้งจนเรามีระบอบบริหารที่ไม่ขึ้นกับพระมหากษิตริย์ แต่ผมพอใจถ้าถึงแม้เราจะกลับไปยังระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์อีกครั้ง เพราะว่าตอนนี้เรากำลังมีพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลกหรืออาจจะดีที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้านเป็นที่สุด

Friday, November 18, 2005

วงจรอุบาทว์นักกีฬาไทย

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับนักกีฬาไทยในอนาคต เด็กๆทั้งหลายที่มีความฝันที่จะเป็นนักกีฬาอาชียจงพึงสังวรไว้ และถ้ายังดึงดันจะเป็นนักกีฬาอาชีพขอแนะนำให้หนีออกจากราชอณาจักรไทยและเปลี่ยนสัญชาติทันที

1. ฟิตซ้อมอย่างหนักกับโค้ชโดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากสมาคมกีฬานั้นๆเลยแม้แต่น้อย
2.ได้ดิบได้ดีพาตัวเองไปสร้างชื่อเสียงระดับโลก
3.พี่น้องชาวไทยน่าชื่นตาบาน ธงไทยปลิวไสวรอบอัฒจรรย์ สมาคมเริ่มเหลียวแล
4.ฟอร์มตก ถูกโขกสับจากแฟนกีฬาชาวไทยและสมาคม ทั้งๆที่เพิ่งเชียร์กันอยู่หยกๆ
5.ลาบวชเพื่อหวังว่าจะเรียกฟอร์มให้กลับมานิ่งเหมือนเก่า
6.ก้อยังไม่สามารถเค้นฟอร์มได้ตามที่แฟนกีฬาชาวไทยต้องการ
7.ไม่มีธงไทยบนอัฒจรรย์อีกต่อไป
8.เข้าอีหรอบ กูบอกแล้วมึงไม่เชื่อกู

สิ่งที่เป็นมลพิษมากที่สุดต่อการเป็นนักกีฬาอาชีพคือแฟนกีฬาชาวไทย ใครที่จะเป็นนักกีฬาอาชีพจงอยู่ให้ห่าง เป็นไปได้อย่าไปรู้จัก ทำเป็นไม่รู้จักหรือไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไทยจะดีที่สุด หรือหนีออกนอกประเทศแล้วไม่กลับมาอีกเลยจะดีมาก แล้วคุณจะได้ดีเหมือนไทเกอร์ วู้ด